มหาเธร์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียลดเงินเดือนของตัวเอง และรัฐมนตรีทุกคนลง 10% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินของประเทศ และการยุบ “หน่วยงานไม่จำเป็น” ซึ่งจัดตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ว่าดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี

ว่าที่ประชุมมีมติเห็นพ้องให้ปรับลดเงินเดือนของรัฐมนตรีทุกคนรวมตัวเขาด้วย 10% เพื่อเป็นการร่วมบรรเทาภาระการเงินของประเทศ โดยดร.มหาเธร์ วัย 92 ปี กล่าวด้วยว่า เขาเป็นผู้เสนอแนวคิดลดเงินเดือนเข้าสู่ที่ประชุมเอง ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกับในช่วงที่เขารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2523 ผู้นำมาเลเซียกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะพยายามทำทุกวิถีทางตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อลดหนี้สาธารณะของประเทศ ที่ในตอนนี้สูงเกินกว่า 1 ล้านล้านริงกิต ( ราว 8.2 ล้านล้านบาท ) คิดเป็น 65% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ซึ่งวิธีการของเขารวมถึงการยุบหน่วยงาน “ที่ไม่จำเป็น” ซึ่งส่วนใหญ่ก่อตั้งในสมัยรัฐบาลองนายนาจิบ ราซัค เช่น คณะมนตรีนักวิชาการแห่งชาติ ( เอ็นพีเอ็น ) และคณะกรรมาธิการการขนส่งสาธารณะทางบก ( เอสพีเอดี ) โดยให้ถ่ายโอนงานทั้งหมดกลับไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คือกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงคมนาคม ตามลำดับ
 
 ขณะเดียวกัน ดร.มหาเธร์ยังกล่าวถึง “การทบทวน” และ “การตรวจสอบ” โครงการร่วมทุนเมกะโปรเจ็กต์กับนานาประเทศ ที่รัฐบาลของนายนาจิบดำเนินการไว้ ซึ่งผู้นำมาเลเซียกล่าวว่า จะมีการยกเลิก “บางโครงการ” แต่ยังขอสงวนรายละเอียด ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับภารกิจค้นหาเบาะแสเครื่องบินโดยสารของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช370 ที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ปี 2557 ว่าเขาหวังให้การค้นหาดำเนินต่อไป เนื่องจากครอบครัวของผู้สูญหายทั้ง 239 คน ยังคงรอคำตอบ แต่จะมีการพิจารณาข้อตกลงการค้นหาระหว่างรัฐบาลกับบริษัทเอกชน และอาจมีการยกเลิก “ถ้าจำเป็น” นอกจากนี้ ผู้นำมาเลเซียยืนยันว่า ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งเกินกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 2,240 บาท ) ต่อบาร์เรลแล้วก็ตาม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของดร.มหาเธร์เกิดขึ้น หลังนายนาจิบเข้าให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการต่อต้านการคอร์รัปชั่น ( เอ็มเอซีซี ) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เกี่ยวกับ “ที่มาที่ไป” ของเงิน 10.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 339.2 ล้านบาท ) จากกองทุนด้านพลังงาน “เอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล” ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนย่อยของกองทุนพัฒนาแห่งชาติ “วันเอ็มดีบี” และเงินจำนวนดังกล่าวปรากฏอยู่ในบัญชีเงินฝากส่วนตัวของอดีตผู้นำมาเลเซีย เมื่อปี 2558. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews